ในยุคที่การแข่งขันทางธุรกิจสูงขึ้นทุกวันอย่างน่าตกใจ ซึ่งเวลาเราพูดถึงเรื่องการขนส่งสินค้า หลายคนอาจมองว่าก็แค่หารถมาขนของจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งแค่นั้นเอง แต่ความจริงแล้วในโลกธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการส่งของเป็นประจำในปริมาณเยอะ ทั้งขายออนไลน์ ขายส่ง หรือแม้แต่โรงงานผลิต ซัพพลายเออร์ขนาดใหญ่ ที่การขนส่งไม่ใช่แค่ขั้นตอนสุดท้ายของกระบวนการขายเท่านั้น แต่มันเป็นหัวใจสำคัญที่ส่งผลต่อทุกอย่าง ตั้งแต่ต้นทุน กำไร ไปจนถึงความพึงพอใจของลูกค้าเลยนั่นเองครับ
ลองนึกภาพง่าย ๆ ว่าคุณมีสินค้าพร้อมขายทุกอย่าง จัดแพ็คเรียบร้อย ลูกค้ารอกดรับอยู่แล้ว แต่รถส่งของมาไม่ตรงเวลา ของไปถึงช้า หรือบางครั้งมีของเสียหายระหว่างทาง แบบนี้ไม่ใช่แค่เสียออเดอร์นะครับ แต่เสียความเชื่อมั่น เสียโอกาสทางธุรกิจในระยะยาวเลยด้วยซ้ำ
เพราะฉะนั้นสิ่งที่หลายคนไม่ควรมองข้ามตั้งแต่แรก คือ การเลือกวิธีขนส่งให้เหมาะกับของที่เราจะส่งนั่นเองครับ โดยเฉพาะกับธุรกิจที่ต้องขนส่งบ่อย ๆ หรือต้องบริหารสต็อกให้ทันเวลาสำหรับรอบการขาย ซึ่งหลายคนก็อาจสงสัยอีกว่าควรเลือกขนส่งแบบไหน จะเหมารถทั้งคันแบบ FTL หรือจะประหยัดด้วยการรวมกับเจ้าอื่นแบบ LTL แบบไหนจะดีกว่ากัน
ต้องบอกเลยว่าสองวิธีนี้ต่างกันมากทั้งเรื่องต้นทุน ความเร็ว และความเสี่ยง หากเลือกการเหมารถแบบ FTL อาจจะต้องจ่ายแพงขึ้นหน่อย แต่เราก็จะได้ทั้งคันให้ส่งตรงไปเลย ไม่ต้องมีของคนอื่นปะปนไป ไม่ต้องแวะที่ไหน ของถึงเร็วและปลอดภัยกว่า ส่วน LTL ถึงจะประหยัดแต่ก็ต้องยอมแลกกับเวลาที่นานขึ้นนิดหน่อย และความเสี่ยงจากการขนของหลายเจ้าร่วมกัน
และนี่แหละครับคือเหตุผลที่คนทำธุรกิจโดยเฉพาะสายโลจิสติกส์ ควรเข้าใจและรู้จักความแตกต่างของ FTL กับ LTL เอาไว้ให้ดี เพราะถ้าเลือกวิธีขนส่งให้เหมาะกับสินค้าที่มี แน่นอนว่าจะเป็นการช่วยคุณลดต้นทุน เพิ่มกำไร และทำให้การจัดส่งเป็นระบบแบบมืออาชีพมากขึ้น ไม่ต้องลุ้นทุกครั้งที่ส่งของว่าจะถึงตรงเวลาไหม ของจะพังหรือเปล่า
ดังนั้นในบทความนี้ เราจะชวนมาคุยกันต่อแบบง่าย ๆ ว่า FTL และ LTL คืออะไร ต่างกันยังไง แบบไหนเหมาะกับธุรกิจแบบไหน พร้อมเทคนิคเลือกวิธีขนส่งให้ตรงจุด ไม่ว่าคุณจะเป็นเจ้าของร้านออนไลน์ บริษัทกระจายสินค้า หรือแม้แต่ผู้ประกอบการมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้นก็เข้าใจได้แน่นอนครับ
การขนส่งเต็มคันหรือเหมาคัน (FTL – Full Truck Load) คืออะไร
ถ้าพูดถึงการขนส่งสินค้าแบบ “FTL” หรือ “Full Truck Load” หลายคนอาจเคยได้ยินผ่านหูมาบ้าง โดยเฉพาะในแวดวงธุรกิจที่ต้องขนส่งสินค้าจำนวนมาก ซึ่งการขนส่งเต็มคัน ก็คือการเหมารถทั้งคันสำหรับส่งสินค้าของคุณคนเดียวแบบไม่แชร์พื้นที่กับใครเลย เหมือนเวลาคุณเหมาแท็กซี่ไปสนามบิน ไม่ต้องแวะรับคนอื่น ไม่ต้องรอรอบ ใจคุณไปไหน รถก็ไปทางนั้นเลย โดยในระบบ FTL คนส่งจะเช่ารถขนส่งทั้งคัน ไม่ว่าจะเป็นรถกระบะ รถหกล้อ หรือรถสิบล้อ ขึ้นอยู่กับปริมาณของและประเภทสินค้า ซึ่งจุดเด่นของ FTL คือ รวดเร็ว ตรงเวลา และปลอดภัยกว่า เพราะไม่มีการจอดแวะรับของเจ้าอื่นมาปะปนระหว่างทาง สินค้าจึงไม่โดนโยกย้าย ไม่ต้องกังวลว่าจะมีของตกหล่นหรือสลับกับของคนอื่น
ถ้าจะให้อธิบายแบบเห็นภาพง่าย ๆ จะขอตัวอย่าง เช่น ถ้าคุณเป็นโรงงานที่ต้องส่งลังลู่วิ่งทีละ 10-15 เครื่อง หรืออาจมากกว่านั้น แน่นอนว่าการใช้ FTL ก็จะคุ้มค่า เพราะปริมาณเยอะพอจะใช้พื้นที่ในรถได้เต็มรถคันหนึ่ง โดยวิ่งจากคลังของคุณไปหาลูกค้าได้เลย ไม่ต้องเสียเวลารวมของกับคนอื่นนั่นเองครับ
หรือในบางกรณีที่ต่อให้ของคุณไม่ได้เยอะมาก แต่เป็นของที่แตกหักง่าย มูลค่าสูง หรือต้องควบคุมอุณหภูมิ เช่น อาหารแช่แข็ง อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หรือเวชภัณฑ์ การเลือก FTL ก็เป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและน่าเชื่อถือกว่า เพราะไม่ต้องกังวลเรื่องของโดนวางซ้อน ของเสียหาย หรือสินค้าเจออุณหภูมิแปรปรวนระหว่างรอส่งด้วยครับ แม้ต้นทุนต่อเที่ยวจะสูงกว่าแบบแชร์คัน (LTL) แต่เมื่อเทียบกับความมั่นใจ ความเร็วในการจัดการสินค้าแล้ว หลายธุรกิจก็เลือก FTL เพื่อความคุ้มค่าระยะยาวครับ
ข้อดีของการขนส่งแบบเต็มคันรถ
การขนส่งสินค้าแบบ FTL หรือที่เรียกว่าการเหมาคัน นั้นมีจุดเด่นหลายข้อที่ทำให้มันเหมาะกับธุรกิจจำนวนมาก โดยเฉพาะธุรกิจที่ต้องการ ความรวดเร็ว ความปลอดภัย และควบคุมการจัดส่งได้เองแบบเต็มที่ ซึ่งข้อดีที่สำคัญของ FTL มีดังนี้ครับ
- เหมาะกับปริมาณสินค้าจำนวนมาก
หากคุณมีสินค้าจำนวนมากพอที่จะใช้พื้นที่ในรถได้เต็มคัน เช่น สินค้าเต็มพาเลต เต็มลัง หรือโหลดเต็มตู้คอนเทนเนอร์ การเลือก FTL จะคุ้มค่ากว่า เพราะสามารถใช้ประโยชน์จากพื้นที่ขนส่งได้สูงสุด
- รวดเร็วกว่า เพราะไม่ต้องแวะจอดหลายจุด
ในเมื่อรถทั้งคันบรรทุกของของเราเพียงเจ้าเดียว ก็ไม่ต้องเสียเวลารับส่งของให้ลูกค้าคนอื่นระหว่างทาง ทำให้ขนส่งได้เร็วกว่าแบบแชร์คัน (LTL) มาก โดยเฉพาะถ้าต้องการส่งของด่วน ส่งให้ถึงในวันรุ่งขึ้น หรือแบบ same-day ก็ทำได้ง่ายกว่า
- ปลอดภัยกว่า เพราะไม่มีของปะปน
ของเราถูกบรรทุกคนเดียวทั้งคันรถ ไม่มีของเจ้าอื่นมาปะปน ลดความเสี่ยงของของเสียหาย ของสูญหาย หรือของสลับกัน ยิ่งถ้าเป็นของที่แตกง่าย หรือมีมูลค่าสูง เช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เฟอร์นิเจอร์ หรือสินค้าแช่เย็น – การเลือก FTL จะอุ่นใจกว่ามาก
- ควบคุมได้ง่ายกว่า
ผู้ส่งสามารถกำหนดหรือวางแผนทุกอย่างได้ตามต้องการตั้งแต่ วันเวลาออกเดินทาง ไปจนถึง การจัดเรียงสินค้าในรถ โดยสามารถเจรจาเงื่อนไขกับผู้ให้บริการขนส่งได้ง่ายกว่า อะไรขึ้นก่อน ลงทีหลัง ถ้าคุณมีสินค้าประเภทที่ต้องควบคุมอุณหภูมิ (cold chain) หรือสินค้าที่ต้องจัดวางอย่างเป็นพิเศษ การเหมารถทั้งคันทำให้จัดพื้นที่ภายในได้ตามต้องการ และลดความเสี่ยงจากอุณหภูมิที่ไม่เสถียร
- เหมาะกับของจำนวนมาก คุ้มค่าต่อเที่ยว
ถ้าคุณมีของเยอะพอที่จะใช้พื้นที่ทั้งคันรถ หรือเกือบเต็ม การใช้ FTL จะช่วยให้จัดการขนส่งง่ายขึ้น และคุ้มค่ากว่าการแบ่งส่งหลายเที่ยว
- จัดการเลือกเวลาและเส้นทางได้ง่ายกว่า
คุณสามารถกำหนดเวลาออกเดินทาง เส้นทาง และเวลาจัดส่งได้ตามแผนธุรกิจของคุณ ไม่ต้องรอรอบหรือทำตามตารางของผู้ให้บริการขนส่งแบบรวมคัน
ข้อจำกัดของการขนส่งแบบเต็มคันรถ
- ต้นทุนสูง ถ้าสินค้ามีน้อย
การเหมารถทั้งคันต้องจ่ายค่าขนส่งเต็มจำนวน ถึงแม้จะใช้พื้นที่ไม่ถึงครึ่งคันก็ตาม ถ้าสินค้ามีน้อย หรือยังไม่คุ้มที่จะส่งทั้งคัน อาจทำให้ต้นทุนต่อหน่วยสูงเกินจำเป็น
- ปัญหาเรื่องพื้นที่ปลายทาง
รถที่ใช้ในระบบ FTL มักเป็นรถขนาดใหญ่ เช่น รถ 6 ล้อ หรือ 10 ล้อ ซึ่งหมายความว่าจุดหมายปลายทางต้องมีพื้นที่เพียงพอสำหรับให้รถเข้าถึงและขนถ่ายสินค้าได้สะดวก
หากจุดปลายทางเป็นโกดังในเมือง หรือร้านค้าขนาดเล็กที่อยู่ในซอยแคบ อาจไม่สามารถใช้ FTL ได้
- อาจเปลืองทรัพยากร หากไม่วางแผนดี
ถ้าไม่มีการวางแผนขนส่งที่ดี เช่น ส่งของไม่เต็มเที่ยว หรือส่งรถเปล่ากลับ อาจทำให้ต้นทุนด้านโลจิสติกส์พุ่งโดยไม่จำเป็น
- ต้องบริหารจัดการเองมากกว่า
สำหรับบางธุรกิจที่ไม่มีทีมโลจิสติกส์ในบ้าน การเหมารถเองอาจต้องดูแลเรื่องตารางรถ เส้นทาง การประสานกับคนขับ และการประกันสินค้าเพิ่มเติม ซึ่งอาจเพิ่มความยุ่งยากในการบริหาร
การขนส่งไม่เต็มคัน (LTL – Less than Truck Load) คืออะไร
สำหรับการขนส่งแบบไม่เต็มคัน หรือ LTL (Less than Truck Load) คือ รูปแบบการขนส่งสินค้าที่ผู้ส่งสามารถขนส่งสินค้าที่มีปริมาณไม่มากพอที่จะเติมเต็มรถบรรทุกทั้งคัน โดยการใช้พื้นที่ในรถร่วมกับผู้ส่งรายอื่น ๆ ที่ต้องการขนส่งสินค้าด้วยเช่นกัน ถ้าพูดให้เข้าใจง่าย ๆ คือ การแชร์คันรถกันส่งของ คุณแค่จ่ายเฉพาะพื้นที่ที่ใช้ในรถ โดยไม่ต้องเช่ารถทั้งคันเหมือนการขนส่งแบบ FTL นั่นเองครับ
ลองนึกภาพดูนะครับว่าถ้าเราจะส่งของแค่ 5 กล่อง แต่รถขนส่งสามารถใส่ได้ถึง 100 กล่อง แน่นอนว่าเราไม่จำเป็นต้องเหมาทั้งคันให้มันเปลืองงบ เปลืองต้นทุกถูกไหมล่ะครับ เราก็แค่ใช้พื้นที่เท่าที่ต้องการ แล้วผู้ให้บริการขนส่งก็จะไปรับของจากเจ้าอื่น ๆ มาใส่ร่วมในรถคันเดียวกัน แล้วส่งไปตามเส้นทางหรือรอบการจัดส่งที่วางไว้ก็ได้ครับ
ซึ่งการขนส่งแบบ LTL จึงเหมาะกับผู้ประกอบการที่มีปริมาณสินค้าปานกลางถึงน้อย เช่น ธุรกิจขายออนไลน์รายย่อย ร้านค้าทั่วไ, หรือผู้ที่ส่งของประจำแต่ปริมาณยังไม่มากพอจะเหมาทั้งคัน LTL จึงกลายเป็นทางเลือกที่ค่อนข้างตอบโจทย์กว่า ทั้งประหยัด และเหมาะกับการขนส่งในงบจำกัดอีกด้วยนั่นเองครับ
แต่ทั้งนี้ก็แน่นอนว่าเพราะมันเป็นการแชรืรถส่งของ ดังนั้นก็อาจใช้เวลามากกว่า FTL เพราะรถต้องแวะหลายจุด รับและส่งของจากลูกค้าหลายรายตามลำดับ รวมถึงมีความเสี่ยงเล็กน้อยเรื่องของตกหล่นหรือสลับหากจัดการไม่ดี โดยเฉพาะสินค้าที่แตกง่ายหรือมีลักษณะพิเศษ แต่ถ้าเลือกผู้ให้บริการที่มีระบบบริหารจัดการดี มีประสบการณ์ และมีระบบติดตามที่แม่นยำ LTL ก็ถือเป็นวิธีที่ชาญฉลาดในการลดต้นทุน โดยไม่ลดคุณภาพการขนส่งเลยครับ
ข้อดีของการขนส่งแบบไม่เต็มคัน
การที่เราไม่จำเป็นจะต้องเหมารถทั้งคันเพื่อส่งของนั้นก็ถือเป็นข้อดีแล้ว แต่ข้อดีก็มีอีกมากมายที่ทำให้การขนส่งแบบ LTL (Less than Truck Load) นี้น่าสนใจไม่น้อยเลยครับ โดยเฉพาะสำหรับธุรกิจที่ไม่ได้ขนส่งสินค้าในปริมาณมาก มาดูกันว่าจะมีอะไรบ้าง
- ประหยัดต้นทุน
การขนส่งแบบ LTL ช่วยลดค่าใช้จ่ายได้มาก เนื่องจากคุณไม่ต้องจ่ายเต็มราคาเหมารถทั้งคันเหมือน FTL แต่เพียงแค่จ่ายตามปริมาณสินค้าที่ส่งจริง ๆ ซึ่งเหมาะกับธุรกิจที่ส่งของไม่เยอะหรือส่งสินค้าประจำแต่ไม่ถึงกับมากพอที่จะเหมาทั้งคัน หรือแม้แต่ธุรกิจที่กำลังสร้างตัวด้วยนั่นเองครับ
- ความสะดวกสบายในการขนส่ง
LTL เหมาะกับธุรกิจที่มีสินค้าหลายประเภท หรือมีปริมาณในแต่ละรอบที่ไม่ค่อยแน่นอน เนื่องจากสามารถขนส่งสินค้าได้ตามความต้องการจริง ๆ โดยไม่ต้องเหมารถขนส่งทั้งคัน นอกจากนี้ยังสามารถเลือกเวลาส่งของตามรอบการจัดส่งของผู้ให้บริการได้อีกด้วย
- ช่วยลดความเสี่ยงจากการขนส่งของที่มีปริมาณน้อย
หากสินค้ามีจำนวนไม่มากหรือไม่ใช่สินค้าจำนวนมหาศาลที่ต้องการพื้นที่เต็มคันรถ การใช้ LTL จะทำให้ไม่เสียค่าใช้จ่ายมากเกินไป และยังสามารถส่งของได้ตามแผนธุรกิจได้ดีอีกต่างหากครับ
- เหมาะสำหรับธุรกิจขนาดเล็กถึงกลาง
สำหรับธุรกิจที่ไม่ต้องการใช้พื้นที่รถมากเกินไป การใช้ LTL เป็นการขนส่งที่ช่วยลดต้นทุนในระดับที่เหมาะสม พร้อมให้บริการในราคาที่ไม่แพงเกินไป
- สามารถเข้าถึงหลายพื้นที่ได้ง่าย
รถที่ใช้ในการขนส่งแบบ LTL มีหลายขนาด และสามารถเข้าถึงพื้นที่ที่มีการขนส่งแบบซับซ้อนได้ง่าย สามารถเข้าถึงเมืองเล็กๆ หรือพื้นที่ที่ไม่สะดวกในการใช้รถขนาดใหญ่แบบ FTL มีเครือข่ายการขนส่งที่ครอบคลุม ช่วยให้สินค้าถึงปลายทางได้เร็วและสะดวก
- สามารถขนส่งได้หลากหลายประเภทของสินค้า
เนื่องจากเป็นการขนส่งร่วมกันหลายเจ้า LTL จึงสามารถขนส่งสินค้าหลากหลายประเภท ทั้งสินค้าที่ต้องการควบคุมอุณหภูมิ (cold chain) หรือสินค้าที่ไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่ใหญ่ ๆ ก็ได้
ข้อจำกัดของการขนส่งแบบไม่เต็มคัน
- ระยะเวลาในการขนส่งอาจนานกว่า FTL
เนื่องจาก LTL เป็นการขนส่งร่วมกับผู้ส่งสินค้าหลายราย การส่งของจึงต้องแวะหลายจุดเพื่อรับและส่งของจากผู้ส่งอื่น ๆ ซึ่งอาจทำให้การขนส่งใช้เวลานานกว่าการขนส่งแบบเต็มคัน (FTL) และอาจไม่เหมาะกับสินค้าที่ต้องการส่งด่วน
- ความเสี่ยงจากการจัดการ
เพราะมีการรวมของจากหลายเจ้าทำให้ความเสี่ยงของสินค้าสูงขึ้น เช่น สินค้าอาจถูกสับเปลี่ยน หรือของบางชิ้นอาจได้รับความเสียหายจากการขนส่งร่วมกับสินค้าที่แตกหักง่าย ดังนั้นการเลือกบริษัทขนส่งที่มีประสบการณ์และระบบการจัดการที่ดีจึงเป็นสิ่งสำคัญ
- การจัดการพื้นที่ไม่ยืดหยุ่น
หากสินค้าของคุณมีขนาดใหญ่หรือมีลักษณะพิเศษที่ต้องการพื้นที่จัดเก็บพิเศษ การใช้ LTL อาจไม่เหมาะสมเท่ากับการใช้ FTL ครับ เนื่องจากคุณอาจต้องแชร์พื้นที่กับสินค้าประเภทอื่น ๆ ซึ่งอาจส่งผลให้การจัดการสินค้าลำบากขึ้น
- ข้อจำกัดในเรื่องของความปลอดภัย
บางครั้งสินค้าอาจได้รับการจัดเก็บในรถที่มีพื้นที่จำกัดหรือไม่ได้จัดเรียงให้เหมาะสม ทำให้มีโอกาสที่สินค้าจะได้รับความเสียหายหรือล้มระหว่างการขนส่งได้มากขึ้น ซึ่งเกิดจากการจัดการหลาย ๆ รายการในเวลาเดียวกัน
การขนส่งรูปแบบไหนเหมาะกับธุรกิจของคุณ
มาถึงหัวข้อที่หลายคนคงอยากรู้แล้วครับ สำหรับการเลือกรูปแบบการขนส่ง ให้เหมาะสมสำหรับธุรกิจ ซึ่งต้องขอธิบายก่อนว่าในการตัดสินใจเลือกนี้จำเป็นต้องดูหลายปัจจัยด้วยกันครับ ไม่ว่าจะเป็นพวกขนาดของสินค้า จำนวนที่ต้องส่ง ระยะเวลาในการขนส่ง และงบประมาณที่คุณมี ดังนั้นสำหรับการตัดสินใจว่าจะเลือกใช้ FTL หรือ LTL เลยต้องพิจารณาคุณสมบัติและลักษณะของสินค้าเหล่านี้เป็นหลัก
สำหรับธุรกิจที่มีปริมาณสินค้าเยอะ หรือสินค้าขนาดใหญ่ เช่นพวกร้านขายปลีกที่จัดส่งสินค้าจำนวนมากต่อวัน หรือโรงงานผลิตที่ส่งสินค้าปริมาณมาก การใช้ FTL จะเหมาะสมมากกว่า เนื่องจากจะช่วยให้การขนส่งรวดเร็ว ปลอดภัย ไม่ต้องมีการจอดแวะรับของจากเจ้าอื่น ลดความเสี่ยงจากการเสียหายหรือสูญหายของสินค้าได้ดี
ในทางกลับกันหากธุรกิจของคุณยังถือว่าเป็นหน้าใหม่ ที่กำลังสร้างธุรกิจให้รเติบโตหรือขายสินค้าในปริมาณไม่มาก เช่น ร้านค้าออนไลน์ขนาดเล็ก หรือธุรกิจที่จำหน่ายสินค้าประเภทเครื่องใช้เล็ก ๆ ที่ไม่ต้องการพื้นที่ขนส่งเต็มคัน การเลือก LTL ก็จะเหมาะสมกว่า เพราะจะช่วยประหยัดต้นทุนได้มากกว่าการต้องจ่ายค่าส่งเต็มคันรถ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการใช้พื้นที่ในรถที่ไม่ได้เต็ม ซึ่งนอกจากนี้ LTL ยังเหมาะกับธุรกิจที่ต้องการขนส่งสินค้าแบบหลากหลาย ที่ไม่ต้องการขนส่งจำนวนมากแต่ยังคงรักษาระดับต้นทุนให้ต่ำกว่า เมื่อเทียบกับการเลือกใช้ FTL
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ FTL และ LTL
FTL และ LTL เหมาะกับสินค้าแบบไหน?
- FTL (Full Truck Load) เหมาะกับสินค้าที่มีปริมาณมาก น้ำหนักเยอะ หรือสินค้าที่ต้องดูแลพิเศษ เช่น เครื่องจักร สินค้าล็อตใหญ่ สินค้าอุปโภคบริโภคจำนวนมาก หรือของที่ต้องส่งด่วนโดยไม่ต้องการให้หยุดแวะระหว่างทาง เพราะเหมารถทั้งคันจะส่งตรงถึงปลายทางทันที
- LTL (Less than Truck Load) เหมาะกับสินค้าที่มีปริมาณน้อยถึงปานกลาง เช่น สินค้า E-commerce ของชิ้นเล็ก พัสดุทั่วไป หรือสินค้าที่ไม่เร่งด่วนมาก LTL จะช่วยประหยัดต้นทุนได้ดี โดยคุณจ่ายแค่พื้นที่ที่ใช้ โดยไม่ต้องเหมาทั้งคัน
ทำไม LTL ถึงมีราคาถูกกว่า FTL?
- เพราะ LTL คือการ แชร์พื้นที่รถกับผู้ส่งรายอื่น จึงไม่ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายทั้งหมดในคันรถ เช่นพวกค่าพนักงานขับรถ ค่าน้ำมัน ค่าทางด่วน เพราะทุกอย่างถูกหารเฉลี่ยตามพื้นที่ที่คุณใช้จริง ต่างจาก FTL ที่คุณเหมาคัน จะส่งของเยอะหรือน้อยก็ต้องจ่ายเต็มจำนวน
สามารถเปลี่ยนจาก LTL เป็น FTL ได้หรือไม่?
- ได้แน่นอนครับ เพราะหลายธุรกิจเริ่มต้นจากการใช้ LTL เพราะมีปริมาณสินค้าไม่มาก แต่พอธุรกิจโตขึ้น มียอดสั่งซื้อเพิ่ม การขนส่งบ่อยขึ้นหรือมากขึ้น ก็สามารถอัปเกรดมาใช้ FTL ได้เลย ซึ่งนอกจากจะขนของได้มากขึ้นในรอบเดียว ยังช่วยให้จัดการระบบขนส่งได้เป็นมืออาชีพยิ่งขึ้นด้วย
ใช้ FTL หรือ LTL ดีถ้าต้องการขนส่งสินค้าหลายประเภท?
- อันนี้ต้องขึ้นอยู่กับปริมาณ และลักษณะของสินค้าครับ ถ้าคุณมีสินค้าหลายชนิด แต่ไม่มากพอจะเต็มคันรถ ให้ไปทาง LTL จะเหมาะกว่า เพราะแชร์พื้นที่กับรายอื่น ช่วยลดต้นทุน
แต่ถ้าคุณมีสินค้าหลายประเภทและรวม ๆ แล้ว กินพื้นที่เยอะ หรือจำเป็นต้องจัดเรียงเฉพาะ ต้องควบคุมอุณหภูมิ หรือไม่อยากให้ของปะปนกับเจ้าอื่น ก็เลือกเป็น FTL ก็จะเหมาะกว่าเพราะคุณควบคุมได้ทั้งคันรถเลยครับ
ระบบ TMS จาก 360TECHX
ระบบ TMS (Transportation Management System) จาก 360TECHX แพลตฟอร์มบริหารจัดการงานขนส่งที่ออกแบบมาเพื่อรองรับธุรกิจทุกขนาด เป็นโซลูชันที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้ธุรกิจทุกขนาด ตั้งแต่ผู้ประกอบการรายย่อยไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่ โดยมีฟีเจอร์ที่ครอบคลุม ใช้งานง่าย สามารถจัดการโลจิสติกส์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทันสมัย ด้วยไฮไลต์ฟีเจอร์เด่นของ 360TECHX TMS
- ติดตามสถานะการขนส่งแบบเรียลไทม์
เชื่อมต่อกับแอปพลิเคชัน 360TRUCKER เพื่อให้คนขับรถสามารถอัปเดตสถานะการรับ-ส่งสินค้าได้ทันที ช่วยให้ผู้จัดการสามารถติดตามและวางแผนงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- การจัดการค่าใช้จ่ายและรายรับ-รายจ่าย
ระบบสามารถบันทึกและคำนวณค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เช่น ค่าน้ำมัน ค่าแรงงาน และค่าเที่ยวรถ โดยอัตโนมัติ ช่วยให้ธุรกิจสามารถประเมินกำไรขาดทุนได้อย่างแม่นยำ
- การวางแผนเส้นทางและการจัดการโหลดสินค้า
มีระบบวางแผนเส้นทางการขนส่ง (VRP) ที่ช่วยวิเคราะห์และจัดสรรเส้นทางที่มีประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมระบบบริหารการขึ้น-ลงสินค้า (Slot Management) เพื่อประหยัดเวลาและลดความผิดพลาดในการจัดส่ง
- การเชื่อมต่อกับระบบ ERP/WMS ชั้นนำ รองรับการเชื่อมต่อกับระบบ ERP และ WMS ชั้นนำ เช่น SAP และ Microsoft Dynamics ผ่าน 360 Integration Agent ช่วยให้ข้อมูลการขนส่งสอดคล้องกับระบบบริหารจัดการภายในองค์กร
- การบริหารจัดการน้ำมันผ่าน Online Fleet Card ระบบคำนวณค่าน้ำมันสำหรับแต่ละงานขนส่งโดยอัตโนมัติ และเชื่อมต่อกับระบบซื้อน้ำมันออนไลน์ เพื่อให้คนขับสามารถเติมน้ำมันได้สะดวก พร้อมบันทึกข้อมูลการเติมน้ำมันทันที
360TECHX มีแพ็กเกจให้เลือกใช้งานตามความเหมาะสมของธุรกิจ โดยสามารถเริ่มต้นใช้งานได้ฟรีผ่านแพ็กเกจ TMS Basic และสามารถอัปเกรดเป็นแพ็กเกจ Enterprise สำหรับองค์กรที่ต้องการฟีเจอร์ขั้นสูง และการปรับแต่งระบบให้เข้ากับกระบวนการทำงานเฉพาะของตนเอง
ดังนั้นเปลี่ยนวิธีบริหารงานขนส่งให้ทันสมัยขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย “360TECHX” ที่เหมาะสำหรับการส่งสินค้าขนาดจำนวนมาก ผ่านรถบรรทุก โดยสามารถรองรับรถบรรทุกทุกประเภท ทั้ง 4 ล้อ, 6 ล้อ และรถเทรลเลอร์ โดย 360TECHX TMS รองรับการการบริหารรถบรรทุก ทุกประเภทรถอีกด้วย ดังนั้นหากใครที่กำลังมองหาระบบ TMS ที่ดีและน่าเชื่อถือ 360TECHX เป็นตัวเลือกที่มีคุณภาพ ทีมงานยินดีให้บริการด้วยใจ สนใจสอบถามเพิ่มเติมได้ตลอดเวลาครับ



