โลจิสติกส์แบบยั่งยืน (Sustainable Logistics) ต้องมีอะไรบ้างในปี 2025?

โลจิสติกส์แบบยั่งยืน (Sustainable Logistics) ต้องมีอะไรบ้างในปี 2025?

ในปี 2025 โลกกำลังเผชิญกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นภาวะโลกร้อน มลพิษทางอากาศ หรือปริมาณขยะที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว สิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของผู้คนทั่วโลก รวมถึงธุรกิจอย่าง อุตสาหกรรมโลจิสติกส์ ซึ่งเป็นหัวใจของขับเคลื่อนเศรษฐกิจการค้าและการขนส่งทั่วโลก และภาคโลจิสติกส์อาจมีส่วนในการปล่อยก๊าซ CO2 ถึง 40% ของทั้งโลกภายในปี 2050 หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่จริงจัง จึงจำเป็นต้องมีการปรับตัวเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ดังนั้นโลจิสติกส์แบบยั่งยืน (Sustainable Logistics) จึงไม่ใช่แค่เทรนด์อีกต่อไป แต่กลายเป็นความจำเป็นที่ต้องทำเพื่อให้องค์กรสามารถอยู่รอดและแข่งขันได้ในระยะยาว

ใครปรับก็รอด ไม่ปรับก็ร่วง เป็นโอกาสที่ธุรกิจต้องคว้าไว้ เพราะการปรับตัวในวันนี้ ไม่ใช่แค่การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นโอกาสในการลดต้นทุน สร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า และเตรียมพร้อมรับมือกับข้อกำหนดใหม่ ๆ ที่จะเข้มงวดมากขึ้นในอนาคต เมื่อโลกกำลังเปลี่ยนแปลง และใครที่ปรับตัวก่อน ย่อมได้เปรียบกว่าเสมอ ดังนั้นในบทความนี้เราจะพาคุณไปเจาะลึกว่าโลจิสติกส์แบบยั่งยืนคืออะไร มีเทรนด์อะไรในปี 2025 และองค์กรชั้นนำใช้แนวทางไหนเพื่อก้าวสู่ความยั่งยืนครับ

โลจิสติกส์แบบยั่งยืนคืออะไร?

โลจิสติกส์แบบยั่งยืน (Sustainable Logistics) คือ กระบวนการวางแผน การดำเนินงาน และการจัดการด้านโลจิสติกส์ที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับประสิทธิภาพทางธุรกิจและความรับผิดชอบต่อสังคม พูดง่าย ๆ ก็คือ การจัดการเรื่องการขนส่งและคลังสินค้าให้มีประสิทธิภาพ พร้อมกับต้องลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้ได้มากที่สุดด้วยนั่นเองครับ 

โลจิสติกส์แบบยั่งยืนไม่ใช่แค่ส่งของให้เร็ว หรือประหยัดต้นทุนเท่านั้น แต่ต้องคิดด้วยว่าวิธีขนส่งนั้นปล่อยคาร์บอนมากน้อยแค่ไหน ใช้พลังงานสิ้นเปลืองไหม มีขยะจากบรรจุภัณฑ์หรือของเสียในกระบวนการผลิตหรือไม่ เพื่อให้ทำธุรกิจเติบโตไปได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ทำร้ายโลก และที่สำคัญคือเป็นการเตรียมตัวให้พร้อมรับมือกับกฎหมายสิ่งแวดล้อมหรือข้อกำหนดสากลที่เข้มงวดขึ้นในอนาคต นอกจากนี้ยังเป็นผลดีต่อองค์กรในระยะยาวด้วย  ทั้งลดต้นทุนด้านพลังงาน เพิ่มภาพลักษณ์แบรนด์ที่ดีในสายตาลูกค้า และสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในระยะยาว เรียกได้ว่า ตอบโจทย์ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม ลูกค้า และต้นทุนในระยะยาวเลยก็ว่าได้ครับ 

เทรนด์ด้านความยั่งยืนในโลจิสติกส์ปี 2025

โลกของเรากำลังเดินหน้าสู่ความยั่งยืนแบบเต็มสูบ โดยเฉพาะในวงการโลจิสติกส์ที่เป็นเหมือนหัวใจของการขนส่งและการค้าทั่วโลก ถ้าย้อนกลับไปเมื่อ 5-10 ปีก่อน โลจิสติกส์อาจถูกมองว่าเป็นแค่เรื่องของการส่งของให้เร็ว ต้นทุนถูก แพ็กของแน่น ไม่แตกก็โอเคแล้ว แต่ตอนนี้โลกเปลี่ยนไปมาก คนเริ่มตั้งคำถามกับทุกกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม รวมถึงโลจิสติกส์ด้วย แต่สำหรับเทรนด์ด้านความยั่งยืนในโลจิสติกส์ปี 2025 นี้ หลายองค์กรเริ่มปรับตัวให้ตอบโจทย์ทั้งผู้บริโภค สิ่งแวดล้อม และธุรกิจในระยะยาว เราลองมาดูกันว่าเทรนด์เจ๋ง ๆ ที่ทำให้โลจิสติกส์เดินหน้าแบบไม่ทำร้ายโลก เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นมีอะไรบ้าง

  • การลดการปล่อยคาร์บอน (Carbon Emission Reduction)

การขนส่งสินค้าทั่วโลกปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) เยอะมาก ถ้าไม่ทำอะไรเลย ปี 2030 อีคอมเมิร์ซอย่างเดียวอาจปล่อย CO₂ ถึง 25 ล้านตันเลยครับ ดังนั้นเทรนด์แรกในปี 2025 คือการลดคาร์บอนให้ได้มากที่สุด พูดง่าย ๆ คือพยายามลดควันที่เกิดจากรถขนของ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องบินขนสินค้า หรือแม้แต่คลังสินค้าที่ใช้พลังงานเยอะ ๆ เพราะการปล่อยคาร์บอนเหล่านี้เป็นตัวการใหญ่ของโลกร้อน 

เราคงเห็นหลายบริษัทเริ่มหันมาใช้รถขนส่งไฟฟ้า และวางแผนเส้นทางให้ขนของได้คุ้มที่สุดในแต่ละเที่ยว หรือใช้ระบบ TMS (Transport Management System) ที่ช่วยวางแผนการขนส่งให้ประหยัดเวลาและลดระยะทางแบบไม่ต้องเดาสุ่ม ซึ่งต้องบอกว่าเป็นระบบที่ตอบโจทย์ได้คุ้มค่าที่สุดเลยก็ว่าได้ครับ   

  • บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ทุกครั้งที่เราสั่งของแล้วได้กล่องกระดาษใหญ่เบิ้ม แถมมีพลาสติกห่อเยอะ ๆ นั่นแหละคือปัญหาขยะที่หลายแบรนด์พยายามเปลี่ยนใหม่ ซึ่งเทรนด์ตอนนี้คือ การใช้กล่องจากวัสดุรีไซเคิล หรือใช้แพ็กเกจที่สามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ ซึ่งบางเจ้าก็ลงทุนทำกล่องหมุนเวียน ที่ลูกค้าสามารถส่งกลับมาใช้ใหม่ได้ ลดทั้งขยะและค่าใช้จ่ายในระยะยาว ดีทั้งต่อโลกและธุรกิจ

หนึ่งในทางเลือกหลักคือการใช้วัสดุที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ (recycled) หรือย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ เช่น กระดาษลูกฟูกที่ทำจากเยื่อกระดาษรีไซเคิล, ถุงชานอ้อย, พลาสติกชีวภาพ (Bioplastic) หรือแม้แต่ฟิล์มกันกระแทกจากแป้งข้าวโพด สิ่งเหล่านี้กลายเป็นวัสดุหลักที่หลายบริษัทเริ่มหันมาใช้ เพราะนอกจากจะลดขยะแล้ว ยังช่วยเสริมภาพลักษณ์ให้แบรนด์ แถมยังตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ด้วย

  • การใช้พลังงานสะอาดในคลังสินค้า

อย่างที่ผู้ประกอบการหลายคนทราบกันดีว่า คลังสินค้าที่เก็บของเยอะ ๆ มีการใช้ไฟเยอะมาก ทั้งแสงสว่าง ความเย็น และเครื่องจักร แต่ในปี 2025 คลังสินค้าจะเปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาด ช่วยโลกและประหยัดต้นทุน 

คลังสินค้าสมัยใหม่ไม่จำเป็นต้องกินไฟทั้งวันอีกต่อไป เพราะมีเทคโนโลยีที่ช่วยให้ใช้พลังงานได้อย่างชาญฉลาด เช่น ติดโซลาร์เซลล์บนหลังคา เปลี่ยนมาใช้ LED ที่กินไฟน้อยกว่าแต่สว่างเหมือนเดิม ใช้โฟล์คลิฟต์ไฟฟ้าแทนดีเซล หรือติดเซนเซอร์เปิด-ปิดไฟตามการใช้งานจริง แถมหลายคลังยังใช้ระบบอัตโนมัติที่สามารถคุมอุณหภูมิ พัดลม แสงสว่าง ได้แบบพอดี ๆ ไม่เปลืองเกินจำเป็น ซึ่งนอกจากจะช่วยลดคาร์บอนแล้ว ยังช่วยลดค่าไฟได้เป็นกอบเป็นกำด้วย

  • ระบบจัดการขยะและของเสียในกระบวนการโลจิสติกส์

ขยะที่เกิดขึ้นจากการขนส่ง ไม่ว่าจะเป็นกล่องลังเก่า ๆ หรือพวกแพ็กเกจของเสียจากสินค้าชำรุด ล้วนเป็นปัญหาที่ทุกองค์กรต้องเจอ แต่ปี 2025 หลายบริษัทเริ่มจริงจังกับการแยกขยะ และลดของเสียตั้งแต่ต้นทางให้เหลือน้อยที่สุด  

บางรายถึงขั้นมีระบบวิเคราะห์ว่าขยะเกิดจากจุดไหนมากที่สุด แล้วเอาข้อมูลมาปรับกระบวนการ เช่น เปลี่ยนวิธีแพ็ก เปลี่ยนเส้นทางขนส่ง หรือแม้แต่เปลี่ยนวัสดุที่ใช้ เพื่อให้ของเสียลดลงเรื่อย ๆ ในทุกเดือน

ทั้งหมดนี้คือก้าวสำคัญที่ทำให้โลจิสติกส์ในปี 2025 เป็นมิตรกับโลกมากขึ้น ไม่ว่าจะลดคาร์บอน ใช้กล่องกรีน พลังงานสะอาด หรือจัดการขยะ ทุกอย่างเริ่มจากความตั้งใจเล็ก ๆ ที่รวมกันเป็นการเปลี่ยนแปลงใหญ่ ซึ่งการทำโลจิสติกส์แบบยั่งยืน เป็นเรื่องใกล้ตัวที่แบรนด์ไหนเริ่มก่อน ก็ได้เปรียบก่อน เพราะโลกกำลังจับตาดูว่าแบรนด์ไหนทำได้จริง ดังนั้นถ้าคิดจะทำธุรกิจให้เดินหน้าไปไกล การมีระบบโลจิสติกส์ที่ใส่ใจโลก อาจเป็นคำตอบสำคัญที่ทำให้ลูกค้าตัดสินใจเลือกเรามากกว่าคู่แข่งในวันข้างหน้าครับ 

โลจิสติกส์แบบยั่งยืน (Sustainable Logistics) คือการลดคาร์บอนให้ได้มากที่สุด พูดง่าย ๆ คือพยายามลดควันที่เกิดจากรถขนของ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องบินขนสินค้า หรือแม้แต่คลังสินค้าที่ใช้พลังงานเยอะ ๆ

เทคโนโลยีที่ช่วยสนับสนุนโลจิสติกส์แบบยั่งยืน

การขยับธุรกิจการขนส่งให้กลายเป็นโลจิสติกส์แบบยั่งยืน ไม่ได้แปลว่าองค์กรต้องลงทุนมหาศาลเสมอไป ทุกวันนี้โลกเราพัฒนาไปไกลอย่างก้าวกระโดด ดังนั้นเรามีทางเลือกอย่างการใช้เทคโนโลยี ที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้ตอบโจทย์โดยเฉพาะ แถมไม่จำเป็นต้องลงทุนจนหมดหน้าตัก ที่สำคัญยังสามารถช่วยให้ธุรกิจลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้ในเวลาเดียวกันอีกด้วย 

ไม่ว่าจะเป็นการลดการปล่อยคาร์บอน การใช้พลังงานให้เกิดความคุ้มค่าที่สุด หรือแม้แต่ลดของเสียในคลังสินค้า และเพิ่มประสิทธิภาพในทุกขั้นตอน ตั้งแต่คลังสินค้าไปจนถึงการส่งของถึงมือลูกค้า มาดูกันว่าเทคโนโลยีแบบไหนที่องค์กรยุคใหม่เริ่มใช้กัน เพื่อขยับเข้าใกล้ความยั่งยืนมากขึ้น และยังช่วยให้ธุรกิจทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นในระยะยาวด้วย

  • ระบบ TMS และ WMS ที่ช่วยวางแผนการขนส่งและคลังสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพ

ปัจจุบันการส่งของให้เร็วอย่างเดียวไม่พออีกต่อไป ต้องเร็ว ถูกต้อง คุ้มต้นทุน และต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วย หลายองค์กรจึงเริ่มหันมาใช้ระบบจัดการแบบดิจิทัลมากขึ้น โดยเฉพาะระบบ TMS และ WMS เป็นหัวใจสำคัญ ที่แทบทุกองค์กรโลจิสติกส์ยุคใหม่ต้องมี ถ้าจะขยับสู่ความยั่งยืน 

    • TMS คือ ระบบที่ช่วยจัดการทุกขั้นตอนของการขนส่ง ไม่ว่าจะเป็นการเลือกเส้นทางที่ประหยัดน้ำมันที่สุด การรวมเที่ยวขนส่งให้คุ้มค่าที่สุด หรือการแจ้งเตือนสถานะการขนส่งแบบเรียลไทม์ จุดเด่นคือ สามารถช่วยลดรอบวิ่งที่ไม่จำเป็น ลดการปล่อยคาร์บอนจากรถบรรทุก และยังช่วยให้ใช้ทรัพยากรได้เต็มประสิทธิภาพ ไม่ต้องวิ่งรถเปล่า ขนของได้เต็มคัน 

นอกจากนี้ยังสามารถใช้ TMS วิเคราะห์ข้อมูลการขนส่งย้อนหลัง เพื่อนำมาใช้วางแผนในอนาคต ไม่ต้องเสียเวลาลองผิดลองถูก ช่วยประหยัดทั้งต้นทุน และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน

    • WMS คือ ระบบจัดการคลังสินค้าแบบอัจฉริยะ ช่วยให้การจัดเก็บและหยิบสินค้าแม่นยำ รวดเร็ว และลดของเสียจากสินค้าถูกทิ้งให้น้อยที่สุด นอกจากนั้นยังสามารถคำนวณตำแหน่งที่ดีที่สุดในการวางสินค้า ลดการใช้ไฟฟ้าในพื้นที่ที่ไม่จำเป็น ลดการเปิดไฟหรือระบบแอร์ในพื้นที่ว่าง และจัดเส้นทางเดินในคลังให้คนหรือหุ่นยนต์หยิบสินค้าได้สั้นที่สุด ใช้พลังงานน้อยลง และลดความผิดพลาดในการจัดส่ง

ที่สำคัญระบบยังช่วยติดตามสินค้าคงคลังได้แบบเรียลไทม์ ลดปัญหาสินค้าเสียหาย หรือหมดอายุโดยไม่รู้ตัว ซึ่งช่วยลดการสูญเสียในระบบ และช่วยให้การหมุนเวียนสินค้ามีประสิทธิภาพมากขึ้น

เมื่อทั้งสองระบบทำงานร่วมกัน คลังสินค้าที่จัดการด้วย WMS ส่งข้อมูลไปยังระบบ TMS เพื่อวางแผนการขนส่งอัตโนมัติ ข้อมูลทั้งหมดทำงานร่วมกันแบบไร้รอยต่อ ไม่ต้องพึ่งกระดาษ ไม่ต้องเสียเวลาคีย์ข้อมูลซ้ำ ทุกอย่างเชื่อมต่อกันอัตโนมัติแบบเรียลไทม์ แถมยังสามารถตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน ช่วยให้ทั้งฝ่ายทีมงานที่หน้างาน และผู้บริหารเห็นข้อมูลได้พร้อมกัน เห็นภาพรวมตั้งแต่ของเข้าคลังจนถึงส่งถึงมือลูกค้า ทำให้วางแผนได้แม่นยำขึ้น ลดข้อผิดพลาด และตัดสินใจได้เร็วขึ้นมาก

  • IoT สำหรับติดตามการใช้พลังงานและคาร์บอน

เทคโนโลยี IoT หรือ Internet of Things ถือเป็นตัวช่วยสำคัญที่องค์กรต่าง ๆ เริ่มนำมาใช้เพื่อติดตามการใช้พลังงานและการปล่อยคาร์บอนอย่างใกล้ชิด พูดง่าย ๆ IoT คือการติดเซ็นเซอร์หรืออุปกรณ์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตไว้กับเครื่องมือหรือยานพาหนะในระบบโลจิสติกส์ 

ยกตัวอย่างเช่น รถบรรทุก เครื่องปรับอากาศในคลังสินค้า หรือเครื่องจักรในศูนย์กระจายสินค้า 

เมื่อเชื่อมต่อแล้ว อุปกรณ์เหล่านี้จะคอยส่งข้อมูลแบบเรียลไทม์ เช่น ปริมาณน้ำมันที่ใช้ อุณหภูมิ ความชื้น ระยะทางการขนส่ง หรือแม้แต่ระดับคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยออกมาในแต่ละเที่ยว ซึ่งข้อดีของการใช้ IoT ในการติดตามพลังงานและคาร์บอน คือ 

  • ติดตามพลังงาน : เซ็นเซอร์ในรถหรือคลังบอกได้ว่าใช้ไฟหรือน้ำมันเยอะเกินไปตรงไหน
  • ลดคาร์บอน : ตรวจจับว่ารถคันไหนใช้น้ำมันเปลือง หรือมีพฤติกรรมขับขี่ที่ปล่อย CO₂ มาก แล้วปรับการใช้งานให้ดีขึ้น
  • เพิ่มประสิทธิภาพ : รู้ว่ารถวิ่งเร็วเกินไป กินน้ำมันเยอะ ก็แจ้งให้คนขับปรับพฤติกรรม พร้อมปรับเส้นทางขนส่งให้เหมาะสมเพื่อลดรอบ ลดระยะทาง ทำรายงานผลการปล่อยคาร์บอนได้แบบอัตโนมัติ
  • ควบคุมสภาพแวดล้อม : วิเคราะห์ได้ว่าช่วงเวลาไหนใช้ไฟในคลังมากเกินความจำเป็น เพื่อช่วยปรับความเย็นให้พอดี ลดการใช้ไฟฟ้า

พูดง่าย ๆ IoT ก็เป็นเหมือนสายลับที่คอยรายงานว่าเราใช้พลังงานยังไง ยังช่วยให้องค์กรมองเห็นต้นทุนแฝงที่ไม่จำเป็น และปรับปรุงการทำงานให้ประหยัดพลังงาน ให้คุ้มค่ามากขึ้นในระยะยาวด้วย

  • Big Data และ AI เพื่อวิเคราะห์เส้นทาง/ลดรอบขนส่ง

เคยสงสัยไหมว่าบริษัทขนส่งเขารู้ได้ยังไงว่าควรจัดของใส่รถคันไหน ขับไปเส้นทางอะไร หรือควรออกเดินทางกี่โมงถึงจะส่งของได้ทันเวลา แถมยังประหยัดน้ำมันที่สุด? คำตอบก็คือ Big Data กับ AI มาวิเคราะห์และวางแผนทุกอย่างแทนคนแล้วนั่นเอง

เพราะข้อมูลคือหัวใจสำคัญของทุกธุรกิจ ที่ต้องใช้ในการตัดสินใจ โดยเฉพาะเมื่อพูดถึงการจัดส่งอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีอย่าง Big Data และ AI จึงต้องเข้ามามีบทบาทสำคัญในการวิเคราะห์เส้นทางที่ดีที่สุด และลดจำนวนเที่ยวรถโดยไม่ลดคุณภาพของบริการ

ลองนึกภาพว่าในแต่ละวัน มีรถขนส่งหลายร้อยคันวิ่งกระจายไปทั่วประเทศ ถ้าไม่มีระบบวิเคราะห์ที่ดี รถบางคันอาจวิ่งซ้ำเส้นทางกัน เสียเวลามากขึ้น ใช้น้ำมันมากขึ้น และปล่อย CO₂มากเกินความจำเป็น Big Data คือการรวบรวมข้อมูลมหาศาลจากหลายแหล่ง เช่น GPS, ระบบ TMS, ระบบ WMS, ข้อมูลจราจร, ปริมาณออเดอร์, พฤติกรรมลูกค้า ไปจนถึงสภาพอากาศ เมื่อมีข้อมูลครบระบบ AI (Artificial Intelligence) ก็จะนำมาคำนวณต่อทันทีว่า รถควรวิ่งเส้นทางไหนจึงจะเร็วสุด ประหยัดสุด และรวมของไปส่งหลายจุดในรอบเดียวได้มากที่สุด พูดง่าย ๆ คือ ช่วยคิดแทนคนขับและทีมวางแผนว่าควรทำยังไงให้ใช้รถน้อยลง แต่ส่งของได้มากขึ้นนั่นเอง

โลจิสติกส์แบบยั่งยืน (Sustainable Logistics) ระบบ TMS และ WMS ที่ช่วยวางแผนการขนส่งและคลังสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพ

ตัวอย่างองค์กรที่ใช้ Sustainable Logistics แล้วประสบความสำเร็จ

ในโลกของโลจิสติกส์ยุคใหม่หลายองค์กรใหญ่ไม่เพียงแค่แข่งกันเรื่องความเร็วหรือต้นทุน แต่เริ่มหันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อมกันจริงจังมากขึ้น เพราะรู้ว่าความยั่งยืนคือ อนาคตของธุรกิจ มาดูตัวอย่างบริษัทที่เริ่มลงมือจริง และทำได้ดีกันครับ 

DHL : ผู้นำด้านขนส่งสีเขียวระดับโลก
ถ้าพูดถึงโลจิสติกส์ยั่งยืน ก็คงต้องยกให้ DHL เป็นแบรนด์ขนส่งที่เดินหน้าด้านความยั่งยืนแบบจริงจังมาตลอดหลายปี และยังเป็นเจ้าแรกที่ตั้งเป้าลดคาร์บอนเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050 และตอนนี้ก็ไปไกลมากแล้ว ซึ่ง DHL ลงทุนในคลังสินค้าอัจฉริยะที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์

และเทคโนโลยีอัจฉริยะสุดล้ำ ไม่ใช่แค่ช่วยโลก แต่ยังทำให้แบรนด์แข็งแกร่งและได้ใจลูกค้าไปเต็ม ๆ 

  • รถไฟฟ้า (EV) : ใช้รถขนส่งไฟฟ้า และจักรยานขนของในเมืองใหญ่ ๆ ซึ่งตอนนี้มีรถ EV กว่า 80,000 คันวิ่งในหลายประเทศ ลดคาร์บอนและควันพิษได้เยอะ
  • On-Demand Delivery (ODD) : ให้ลูกค้าเลือกเวลาหรือสถานที่รับของ ลดการส่งซ้ำที่ทำให้เปลืองน้ำมันและเพิ่มคาร์บอน 
  • OptiCarton : ใช้ AI ออกแบบกล่องพัสดุให้พอดีกับสินค้า ลดพื้นที่ว่างในกล่องถึง 24% ช่วยลดวัสดุและน้ำหนักในการขนส่ง นอกนั้นยังใช้ระบบ AI วิเคราะห์เส้นทางให้สั้นลง ลดรอบ ลดคาร์บอน
  • GoGreen Plus : การใช้เชื้อเพลิง SAF ที่เป็นเชื้อเพลิงชีวภาพ ผลิตจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน 

ผลลัพธ์ คือ ลดการปล่อย CO2 ได้หลายแสนตันต่อปี เสริมภาพลักษณ์แบรนด์และความเชื่อมั่นจากลูกค้าและนักลงทุน และลูกค้าในยุโรปมองว่า DHL เป็นบริษัทโลจิสติกส์ที่ยั่งยืนที่สุด ถูกใจทั้งลูกค้ารายใหญ่และองค์กรต่างประเทศที่ให้ความสำคัญกับ ESG 

Shopee Express  :  อีคอมเมิร์ซที่ส่งไวแถมใส่ใจสิ่งแวดล้อม

แพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่ในไทย ที่หลายคนคุ้นเคยกันดี แม้ว่า Shopee จะเป็นแพลตฟอร์ม E-commerce แต่ในด้านการขนส่ง Shopee Express ก็เริ่มนำหลักความยั่งยืนมาใช้มากขึ้น ซึ่งสิ่งที่ Shopee Express ทำให้เห็น คือ

  • AI วางแผนเส้นทาง : ใช้ AI และ Big Data วิเคราะห์เส้นทางส่งของให้เร็วและประหยัดน้ำมัน ลดรอบการขนส่งที่ไม่จำเป็น
  • บรรจุภัณฑ์รีไซเคิล : เริ่มใช้ถุงและกล่องที่ทำจากวัสดุรีไซเคิลในบางพื้นที่ ลดขยะพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว
  • รถไฟฟ้าในเมือง : เริ่มทดลองใช้รถตู้ไฟฟ้าและมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าสำหรับการจัดส่งในเมือง เช่น กรุงเทพฯ เพื่อลดมลพิษในเขตเมือง
  • โปรแกรมคืนบรรจุภัณฑ์ : ในบางพื้นที่ Shopee Express มีโครงการให้ลูกค้าส่งคืนถุงหรือกล่อง เพื่อนำไปรีไซเคิลหรือใช้ซ้ำ ลดการใช้บรรจุภัณฑ์เกินจำเป็น โดยเน้นใช้ซองหรือกล่องที่ย่อยสลายได้

ผลลัพธ์ คือ ลดการปล่อยคาร์บอนในเขตเมืองจากรถส่งของ และลดขยะจากบรรจุภัณฑ์ได้ในบางพื้นที่ เพิ่มความพึงพอใจของลูกค้าที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z ที่ 88% ต้องการแบรนด์ที่ยั่งยืน สร้างภาพลักษณ์ช่วยให้แข่งขันในวงการอีคอมเมิร์ซได้ดีขึ้น แม้จะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่ก็ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่าแบรนด์ขนาดใหญ่มองเห็นความสำคัญของโลจิสติกส์แบบยั่งยืน และเริ่มลงมืออย่างจริงจัง

ระบบ TMS จาก 360TECHX

ระบบ TMS จาก 360TECHX คือหนึ่งในตัวช่วยสำคัญที่เข้ามายกระดับการขนส่งให้ “ทันสมัยขึ้น ประหยัดขึ้น และยั่งยืนขึ้น” เหมาะกับธุรกิจทุกรูปแบบ ช่วยบริหารจัดการงานขนส่งอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นไปอีกระดับ ช่วยวางแผนเส้นทาง บริหารรถ ลดต้นทุน เพิ่มความแม่นยำ และติดตามทุกอย่างแบบเรียลไทม์ บริหารจัดการข้อมูลงานขนส่งครบจบในระบบเดียว เป็นแพลตฟอร์มที่ออกแบบมาให้ธุรกิจในไทยใช้ได้ง่ายที่สุด ตั้งแต่ SME ธุรกิจสตาร์ทอัพ ยันบริษัทขนาดใหญ่  พร้อมฟีเจอร์ที่ตอบโจทย์ทั้งด้าน ต้นทุน ความเร็ว และสิ่งแวดล้อมในคราวเดียว ด้วยฟีเจอร์หลัก

  • Truck Booking Management

จัดการออเดอร์ขนส่งแบบออนไลน์ รองรับทั้ง FTL, LTL และล็อตใหญ่ เชื่อมข้อมูลรถบรรทุก–พนักงานขับรถ พร้อมจัดการเอกสาร-ค่าใช้จ่าย และกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงได้ตามฝ่ายงาน

  • Fleet Monitoring

ติดตามตำแหน่งรถแบบเรียลไทม์ เช็คสถานะขนส่ง บันทึกรูป/เอกสาร พร้อมคาดการณ์เวลา ETA/ETD ได้แม่นยำ และเชื่อมต่อระบบ GPS ได้เต็มรูปแบบ

  • Planning and Scheduling

วางแผนรอบขนส่งและเส้นทางอย่างชาญฉลาด ด้วยระบบ AI จาก 360BRAIN รองรับการขึ้น-ลงสินค้าหลายจุด/หลายคัน และปรับแผนได้ทันทีเมื่อต้องรับมือกับสถานการณ์เฉพาะหน้า รองรับ ERP/WMS เช่น SAP, Oracle

  • Settlement

จัดการค่าใช้จ่ายไว สรุปต้นทุน รายได้ จากการขนส่งได้ทันที บันทึกค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม และส่งต่อข้อมูลเข้า ERP ได้อัตโนมัติ รองรับงานวางบิลและเอกสารออนไลน์

TMS ครบ จบ ในระบบเดียว บริหารจัดการ Ecosystem การขนส่งของคุณแบบออนไลน์ 100% จัดรถและเอกสารจาก 3 ชม. เหลือ 3 นาที ให้พนักงานทั้งองค์กรทำงานร่วมกันได้แบบ Work From Anywhere จบในระบบเดียว พร้อมวิเคราะห์และปรับปรุง Supply Chain ให้ดีขึ้นด้วยข้อมูล และยังมีการอัพเดตระบบปฏิบัติการเวอร์ชั่นใหม่อย่างสม่ำเสมอผ่านระบบ Cloud ไม่ต้องกลัวพลาดฟีเจอร์สำคัญ

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า